สติดิจิทัล เป็นไปได้อย่างไร ?

เราได้นำเสนอเรื่อง  สติดิจิทัลไว้ในเวบไซต์ของสมองไทยแลนด์  และได้กล่าวถึงที่มาที่ไปไว้พอสมควร

ในบทความนี้เราจะทำการเน้นย้ำลงไปอีกครั้งถึงแนวทางการเดินทาง  ด้วย  สติดิจิทัล

เพราะที่มาของการคิดค้นเรื่องเครื่องมือและแนวทางในการทำงานของเรา  เกิดขึ้นจากการ  ตั้งสติทบทวนว่า  อะไร  อย่างไรคือสิ่งที่ถูกต้อง  เริ่มตั้งแต่การเลือกเครื่องมือในการพัฒนางาน   รูปแบบการเขียนโค้ดว่าจะตามแบบฝรั่ง  หรือทำการพิสูจน์ถึงความเสถียรของวิธีการของฝรั่ง  ว่าหากจะใช้วิธีการเดิมไปพัฒนางานขนาดใหญ่จะต้องทำอย่างไร   และได้ลองหาวิธีการใหม่ ๆ  มาหลายวิธีจนกระทั่งมาพบว่า  หลักการเขีนโค้ด  โดยพิจารณาจากหลักธรรมนั้นเป็นไปได้   โดยหลักธรรมนั้นคือ  อริยสัจจ์ 4  คือ ทุกข์  สมุทัย  นิโรธ  มรรค   ซึ่งเป็นหลักแห่งเหตุและผล  มีเหตุ  มีผล  มีปัจจัยสิ่งแวดล้อม  มีสิ่งกระตุ้น

อริยสัจจ์ 4  หรือ อีกนัยหนึ่ง คือ  อิทัปปัจจยตา แปลว่า เพราะมีสิ่งนี้ๆ เป็นปัจจัย สิ่งนี้ๆ จึงเกิดขึ้น ซึ่งมีความหมายว่า เพราะสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี,  เพราะเกิดขึ้นแห่งสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น, เพราะสิ่งนี้ไม่มี สิ่งนี้จึงไม่มี, เพราะสิ่งนี้ดับไป สิ่งนี้จึงดับไป ย่อได้ความว่า คือส่วนที่เป็นเหตุมี ส่วนที่เป็นผลก็จะมี เมื่อส่วนที่เหตุดับไป ส่วนที่เป็นผลก็ดับไป เรียกว่ากฏของธรรมชาติ ความจริงของธรรมชาติ มีอำนาจของสูงสุดของธรรมชาติ เรียกว่ากฏอิทัปปจัจจยตา ใช้กับทุกสิ่งทั้งนามธรรม และรูปธรรม ส่วนปฏิจสมุปบาทนั้นใช้เฉพาะสิ่งที่มีความรู้สึกเท่านั้น ที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้นั้น คือรู้ทุกสิ่งทั้งอิทัปปัจจยตาและปฏิจสมุปบาท ดังนั้นในพระบาลีจึงใช้คำว่า อิทัปปัจจยตาปฏิจจสมุปปาโท เรียกว่า ตถตา มันต้องเป็นอย่างนั้น, อวิตถตา ความไม่ผิดจากความเป็นอย่างนั้น, อนัญถตา มันไม่เป็นประการอื่นนอกจากอย่างนั้น,  ธัมมัฏฐิตตา เป็นความตั้งอยู่โดยความเป็นธรรมดา, ธัมมนิยามตา เป็นกฎตายตัวของธรรมดา,  อิทัปปัจจยตาปฏิจจสมุปปาโท นี่แหละ อิทัปปัจจยตา ปฏิจจสมุปบาท

จนเราเรียกมันว่า  iSTEE ที่ย่อมาจาก  Intelligent System Task Event & Entity  ซึ่งบังเอิญไปตรงเข้ากับหลักการทางการเขียนโปรแกรม  แต่กระนั้นก็ตามมิได้แปลว่าเรากำลังตามก้นฝรั่งอีกเช่นเคย  แต่ยังรวมไปถึงการกำหนดโครงสร้างในการพัฒนาซอฟต์แวร์ิชิงวัตถุ (Object Oriented Programming)  ว่าควรจะประกอบด้วยกลุ่ม Object อะไรบ้าง  ก่อนหลัง

นั่นคือ  ที่มาของการค้นพบ

ต่อมาเป็นคำถามว่า   ทุกวันนี้เรา  และผู้อยู่ในแวดวงการพัฒนาซอฟต์แวร์กำลังประสบปัญหาอะไร  ก็จะได้คำตอบว่า  หาคน หานักพัฒนาตัวจริงเก่ง ๆ ได้ยาก  หาได้งานก็ไม่จบ  หรือจบแต่ก็แพงเสียเวลา    ดูแลปรับปรุงโปรแกรมทีหลังได้ยากมาก   ตัวโปรแแกรมเมอร์อด ๆ อยาก ๆ  ไม่อยู่ในเส้นทางอย่างยาวนาน  ไม่ลึกซึ้ง

แล้วเราจะแก้ไขปัญหาอย่างไร

จะทำอย่างไร  จะสร้างบรรยากาศอย่างไรให้โปรแกรมเมอร์ทำงานได้ง่ายขึ้น    ทำอย่างไรให้โปรแกรมเมอร์มีชีวิตที่ดี   หรือจะพัฒนาแอพพลิเคชั่นแนวไหนที่เป็นประโยชน์ยั่งยืนต่อทุกคนที่เกี่ยวข้อง

และก็คิดอยู่อย่างนี้  ทำซ้ำรอบแล้วรอบเล่า  ลองสัมภาษณ์โปรแกรมเมอร์มาก็หลายคน  ติดตามข่าวสารการเกิดก่อ  การเจ๊ง  การจากหาย  ตายไปของกลุ่มโปรแกรมเมอร์  กลุ่มสาตาร์ทอัพ  ที่พบว่าน้อยรายที่ประสบความสำเร็จจริง ๆ

แล้วเราก็คิดต่อไปว่าแล้วจะรอดได้อย่างไร

ก็จะได้คำตอบว่า  โปรแกรมเมอร์ก็ต้องเก่งจริง  รู้จริง  พร้อมจริง  ไร้หนี้  ไม่ทำงานโดยหวังตัวเงินเป็นที่ตั้ง    รวมไปถึงเราจะต้องคิดค้นเครื่องมือและวิธีการที่สุดยอดให้ได้

เลยก็แปลว่าตลอดเวลากว่า 20 ปีในการเจาะลึกกับเครื่องมือตัวนี้  (แน่นอนก็ทำมาหากินด้านอื่น ๆ ขนานกันไป)  กับการแสวงหาหนทางหนีออกจากกองทุกข์  จนกระทั่งประสบความสำเร็จในการค้นหาทางออก  และยังค้นพบไปได้ลึกซึ้งลึกลับอีกว่า  เครื่องมือนี้  มีโครงสร้าง  ความสามารถไปถึงระดับ  Microservices  เป็นเครื่องมือ  OOPs ในระดับสุดยอด  และก็ไม่รู้จะอธิบายอย่างไรให้ง่ายกว่านี้  แต่ก็จะพอลองอธิบายได้ง่าย ๆ ว่า  ด้วยเครื่องมือนี้  จะทำให้โปรแกรมเมอร์สร้างงานฐานรากได้รวดเร็วแม่นยำ  โดยไม่ต้องไปจดจำคำสั่ง SQL, MySQL ต่างๆ  ฐานข้อมูลมีความยีดหยุ่น  คล่องตัว  ปลอดภัยหลายชั้น    และประการที่สอง  ด้วยวิธีการออกแบบและสร้างไลบรารีไว้จำนวนมาก ยิ่งทำให้โปรแกรมเมอร์เรียนรู้การใช้เครื่องมือได้รวดเร็วยิ่งขึ้น  มีความมั่นใจ  มีความสุขและเห็นแสงสว่างว่า  ชีวิตโปรแกรมเมอร์ที่ดีจะเป็นอย่างไร

บทพิสูจน์  คือ  การฝึกอบรมเครื่องมือนี้ให้กับนักพัฒนาของหน่วยงานแห่งหนึ่งจำนวน 35 คน  จากที่ไม่มีพื้นฐานใด ๆ  ให้สามารถออกแบบงานและเขียนโปรแกรมขนาดเล็กได้ในระยะเวลา เพียง 10 วัน

มาพิจารณาในด้านเศรษฐกิจสังคม  ที่โลกวุ่นวายใบนี้  รูปแบบการใช้ชีวิต  รายได้ค่าครองชีพ  หาเงินกันยากขึ้น  เงินหายไปเร็ว  เงินในระบบหายไปไหน

มาดูเรื่องแอพพลิเคชั่น  ซอฟต์แวร์  แบบไหนที่อยู่รอด  อนาคตจะเป็นอย่างไร   จะสร้างเกมส์  จะสร้างแชต  จะสร้าง  Grab 2 หรือจะสร้างอะไร

ก็จะได้คำตอบว่า   ต้องพัฒนาเครื่องมือไปต่อจนสามารถสร้างงานในระดับแพลตฟอร์มได้เท่านั้น  จึงจะอยู่รอดได้

และต้องสร้างเครือข่ายนักพัฒนา   ให้ความรู้  ถายทอดแนวคิดที่ถูกต้อง  ที่จะช่วยกันสร้างงานดี ๆ ให้กับสังคม  เช่น  สร้างแอพพลิเคชั่นดี ๆ ที่ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านไอทีให้กับองค์กรต่าง ๆ   รวมไปถึงหน่วยงานภาครัฐ (ถึงแม้นจำทำงานด้วยากมากก็ตาม)  หากสามารถทำได้เช่นนี้ก็จะทำให้เป็นกิจการที่เข้มแข็ง  และนำพาผู้คนจำนวนมากรอดตายไปด้วย

เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงเร็วในทุกด้าน   เราจึงต้องพร้อม  ต้องมีเกราะป้องกันตัว   ก็เครื่องมือและแนวคิดที่ถูกต้องอีกเช่นเคยที่ทำให้  สามารถรับมือกับการเปี่ยนแปลงรุ่นของซอฟต์แวร์ได้  เช่น  แอนดรอยด์โอเอส  เปลี่ยนรุ่น  ทำให้แอพต่างๆ ที่พัฒนาก่อนหน้านั้นก็ทำการปรับปรุง  หากเราไม่มีการเตรียมการที่ดี   ก็เป็นอันว่าต้องลงมอทำโค้ดกันใหม่  ต้นทุนสูง  หรือจนต้องเลิกแอพ  เลิกกิจการไป

สติดิจิทัล  จึงอาจแปลได้ว่า  ตั้งสติรับมือกับยุคดิดจทัลก็ได้  และยังหมายถือ  คุณสมบัติของเครื่องมือก็ได้  ว่ามันเป็นสติแห่งยุคดิจิทัลจริง ๆ

ซึ่ง  พูดมากก็เจ็บคอ  ต้องรอพิสูจน์ว่า  สติดิทัล  มันมีจริง  มันคือ  AI  อัจฉริยะซอฟต์แวร์

 

712total visits,2visits today

Spread the word. Share this post!

Leave Comment